คลังเก็บป้ายกำกับ: เศรษฐกิจและธุรกิจ

จับมือแบบไหนที่เรียกว่าทักทายอย่างเป็นมิตร

การจับมือ เป็นวัฒนธรรมการทักทายและอำลาของชาวต่างชาติ แต่กลับเป็นที่นิยมในหลายประเทศที่มีอารยะด้วยเพราะว่า ประเทศเหล่านี้จะต้องติดต่อคบค้าสมาคมกับชาวต่างชาติบ่อยครั้งจึงซึมซับวัฒนธรรมเหล่านี้ไปใช้ด้วย แต่การที่เราจะจับมือกับใครแบบสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่รู้ความหมายที่แท้จริงก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

ลักษณะของการจับมือทักทายมีหลายรูปแบบซึ่งแสดงถึงอารมณ์และความต้องการของผู้ที่กำลังจะทักทาย โดยส่วนมากเมื่อมีการจับมือจะต้องมีการเขย่ามือไปด้วย ไม่ได้เขย่าเพื่อเล่นสนุกแต่เป็นรูปแบบหนึ่งที่ส่วนใหญ่เขาทำกัน ซึ่งตรงกันข้ามกับการจับมือที่นิ่งๆ จับเฉยๆ นุ่มนวล มันแสดงถึงความเกรงกลัวและอ่อนแอของผู้จับมือ ดังนั้นอย่าแสดงความอ่อนแอในลักษณะนี้ผ่านการจับมือเป็นอันขาด อีกรูปแบบหนึ่งคือการจับมือที่แสดงออกถึงความก้าวร้าว แสดงออกมาผ่านการบีบมือฝ่ายตรงข้ามซึ่งก็ระวังจะโดนสวนหมัดโดยไม่ทันตั้งตัว

ลักษณะการวางมือก็เป็นนัยหนึ่งของการจับมือ โดยถ้าจับมือโดยพยายามวางมือให้โน้มลงมาจับกับอีกฝ่ายลักษณะเช่นนี้แสดงถึงผู้ที่กำลังถูกจับมืออยู่ในฐานะที่ด้อยกว่าหรือมีอำนาจที่น้อยกว่า ดังนั้นควรจับมือให้อยู่ในรับเดียวกัน อีกอย่างสามารถเอาไว้สังเกตได้ด้วยว่าคนที่กำลังเข้ามาทักทายเรา เข้าหาเราแบบมิตรหรือศัตรูผ่านการจับมือ ไม่ใช่ว่าใครเดินมาจับมือก็ถือว่ามาดีไปซะทุกคน

ระวังให้ดีถ้าคุณจะจับมือกับคนที่เจอกันเป็นครั้งแรก วัฒนธรรมนี้ต่างจากการไหว้แบบไทยที่ไม่ว่าจะเดินเจอใครก็ตามสามารถไหว้ได้ทุกคน ซึ่งสำหรับชาวต่างชาติแล้วการจับมือกับคนแปลกหน้า คนที่ถูกจับมือต้องรู้ตัวก่อน เขาถึงจะยอมรับการทักทายด้วยการจับมือ แต่ถ้าอยู่ดีๆคุณเดินเข้าไปแล้วคว้ามือใครก็ไม่รู้ขึ้นมาจับเลย คุณอาจจะถูกปฏิเสธหรือแสดงความโกรธออกมาก็เป็นได้ 

ระยะห่างในขณะที่กำลังจับมือก็สามารถสื่อถึงอะไรบางอย่างได้ด้วย บางคนยื่นแขนออกมายาวๆและใช้การโน้มตัวลงมาเพื่อทำการจับมือ ไม่ใช่เพราะเขาอยากยืดแขนออกมาเฉยๆแต่มันสื่อว่า “อย่าล่วงล้ำมาในอาณาเขตของเราเด็ดขาด”

เห็นไหมว่า การจับมือมันสื่อความหมายได้หลายอย่าง คุณสามารถใช้อ่านคนที่กำลังจะเข้ามาหาและในขณะเดียวกันก็สามารถใช้เพื่อส่งสัญญาณให้กับคนที่เรากำลังจะเข้าทักทายได้อีกด้วย เมื่อไหร่ที่เราต้องใช้การทักทายและอำลาแบบนี้ลองฝึกและใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ จะได้ทักทายได้อย่างสนิทใจ

หากสถานการณ์โควิดไม่ดีขึ้น อาจมีผู้ป่วยติดไข้โควิดถึง 16.7 ล้านคน

จากผลพิษไข้โควิด19 ที่มีการกระจายขยายวงกว้างไปทั่วโลกนั้น ปัจจุบัน มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตัวนี้แล้วถึงสามสิบหกประเทศ ประกอบไปด้วย จีน ฮ่องกง มาเก๊า เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงค์โปร์ ญี่ปุ่น ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินเดีย อิหร่าน มาเลเซีย ออสเตรเลีย เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อียิปต์ อิสราเอล รัสเซีย ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม กัมพูชา โครเอเชีย โอมาน คูเวต บาห์เรน อิรัก ฟินแลนด์ อัฟกานิสถาน ศรีลังกา เนปาล เลบานอน สวีเดน สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เสปน และอังกฤษ

ซึ่งแต่ละประเทศก็มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดต่างๆ กันไป ตามนโยบายของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการปิดประเทศ ปิดสถานที่สำคัญต่างๆ เช่นการปิดโรงเรียน มหาวิทยาลัย ยกเลิกพิธีกรรมทางศาสนา ยกเลิกกิจกรรมทางด้านกีฬา และการแสดงสินค้า เพื่อมีความพยายามในการควบคุมโรค อย่างไรก็ตามจากข่าวที่ออกมาเรื่อยของแต่ละประเทศนั้น ยังคงพบว่า ยังมีการแพร่ระบายและกระจายเชื้อไข้ไวรัสนี้ออกไปเรื่อยๆ

ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งยังมีคนที่ไม่ทำตามนโยบายและแผนการตามที่รัฐบาลของประเทศตัวเองได้ขอร้อง จึงเป็นเหตุให้สำนักงานวิจัยนี้โดยตรง ได้ลองนำเทคนิคการคำนวณการคาดระบาดของไข้โควิดเข้ามาทดสอบและคำนวณตัวเลขคร่าวๆ โดยพิจารณาจากความสามารถในการแพร่เชื้อจากผู้ติดเชื้อไปสู่คนอื่นๆ ซึ่งการเปรียบเทียบนั้นถูกแบ่งออกเป็นสามสถานการณ์คือ

หนึ่ง สถานการณ์ที่รุนแรงที่สุดที่ไม่สามารถควบคุมโรคได้ และเกิดการแพร่ระบาดแบบรุนแรง ระลอกเดียว โดยใช้อัตราส่วน 1 คนแพร่เชื้อ 2.2 คน และคำนวณจนถึงเดือนสิงหาคมนั้น จะมีผู้ป่วยรวมทั้งสิ้นถึง 16.7 ล้านคนทีเดียว

สอง หากการควบคุมโรคนี้สามารถชะลอการระบาดได้พอสมควร และได้รับความร่วมมือที่ดีจากประชาชน จะทำให้มีอัตราการติดเชื้อที่ลดลงมา และจะทำให้มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิดนี้อยู่ที่ประมาณ 3.3 ล้านคน

สาม หากสถานการณ์นั้นควบคุมได้ดีนั้น จะทำให้มีผู้ป่วยติดเชื้อลดลงเรื่อยๆ และจะมีการรักษาประกอบร่วมไปด้วย ซึ่งในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้จะทำให้สถานการณ์ควบคุมโรค และจะมีผู้ป่วยที่ติดเชื้ออยู่แค่ 9,000 คน เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นอัตราตัวเลขที่มีความเป็นไปได้สูง แต่สุดท้ายแล้วนั้น สำนักวิจัยโรคไข้โควิด19 นี้

ได้ทำการคำนวณ จากสถิติ และผลวิจัยเท่านั้น ซึ่งไม่อาจยืนยันได้ว่าจะเป็นจริงตามที่ได้มีผลคำนวณออกมา ดังนั้นสุดท้ายแล้ว ตัวเราทุกๆคน คงต้องช่วยกันป้องกัน และระมัดระวังไม่ให้มีการแพร่กระจายไปมากกว่านี้ เพราะถ้าขืนทุกคนยังไม่ช่วยกันนั้น อาจจะทำให้ตัวเลขในสถานการณ์ที่หนึ่งที่มีภาวะรุนแรง อาจเป็นตัวเลข 16.7 ล้านคนตามที่ได้คำนวณออกมาจริงๆ ก็เป็นไปได้